เพื่อความเข้าใจเกี่ยวกับตัวชี้วัดประสิทธิภาพโฆษณา และเป็นแนวทางให้นักการตลาดเลือกใช้ตัวชี้วัดตามความต้องการและวัตถุประสงค์์ เพื่อประเมินประสิทธิภาพโฆษณา ผู้เขียนจึงได้รวบรวมตัวชี้วัดที่นิยมใช้จากเฟซบุ๊ก ดังนี้
1. Impressions (จำนวนการแสดงโฆษณา) บอกถึงจำนวนครั้งที่โฆษณาปรากฏขึ้นบนหน้าจอผู้ใช้ สำหรับโฆษณาที่มีค่า Impressions สูง อาจแสดงถึงการเติบโตและการส่งต่อของโฆษณาของธุรกิจ
2. Clicks (จำนวนคลิก) จำนวนครั้งที่ผู้ใช้คลิกโฆษณาที่เผยแพร่ เมื่อค่า Clicks เพิ่มขึ้น
อาจแสดงถึงความน่าสนใจและประสิทธิภาพของโฆษณา
3. Click-through Rate (CTR) (อัตราส่วนคลิก) CTR เป็นค่าที่แสดงสัดส่วนของผู้ใช้ที่คลิกโฆษณาเมื่อเห็นโฆษณา คำนวณโดยการหารจำนวนคลิกด้วยจำนวน Impressions ค่า CTR สูงแสดงถึงความน่าสนใจของโฆษณาต่อผู้ใช้
4. Engagement (ติดต่อสื่อสารหรือการมีส่วนร่วม) คือ ค่าที่แสดงถึงปริมาณการติดต่อสื่อสารที่เกิดขึ้นระหว่างโฆษณากับผู้ใช้ เช่น การแสดงความคิดเห็น การแชร์ และการกดถูกใจโพสต์ ค่า Engagement สูงแสดงถึงความสนใจและความสนุกสนานของผู้ใช้ต่อโฆษณา
5. Conversion (การเปลี่ยนแปลงข้อมูล) คือ การกระทำที่ธุรกิจต้องการให้ผู้ใช้ทำหลังจากเห็นโฆษณา เช่น การซื้อสินค้า การลงทะเบียน หรือการดาวน์โหลดแอปพลิเคชัน เครื่องมือ Conversion Tracking ของเฟซบุ๊กจะช่วยวัดและติดตามการแปลงข้อมูลนี้
6. Return on Investment (ROI) (ผลตอบแทนจากการลงทุน) คือ ค่าที่วัดผลตอบแทนทางการเงินที่ธุรกิจได้รับจากการลงทุนในโฆษณา เช่น รายได้ที่เกิดขึ้นจากการขายสินค้าหรือบริการ เมื่อค่า ROI สูง แสดงถึงการลงทุนที่มีผลตอบแทนทางการเงินสูง
7. Reach (การเข้าถึง) คือ จำนวนผู้ใช้ที่เห็นโฆษณา ค่านี้บอกถึงปริมาณความกว้างของกลุ่มเป้าหมายที่โฆษณาสามารถเข้าถึงได้
8. Frequency (ความถี่) คือ จำนวนครั้งที่โฆษณา ปรากฏต่อผู้ใช้แต่ละคน ค่านี้ช่วยในการวัดว่าผู้ใช้เห็นโฆษณาของคุณบ่อยแค่ไหน
9. Social Engagement (การติดต่อกับสังคมหรือการมีส่วนร่วมกับสังคม) เฟซบุ๊กยังมีการวัดค่าเกี่ยวกับการติดต่อกับสังคมอื่น ๆ นอกเหนือจากโพสต์ของธุรกิจ เช่น การแท็กที่เกี่ยวข้อง การตอบกลับความคิดเห็น หรือการแชร์โพสต์นั้น ๆ
10. Audience Insights (ข้อมูลเกี่ยวกับกลุ่มเป้าหมาย) เป็นเครื่องมือให้ข้อมูลเพิ่มเติมเกี่ยวกับกลุ่มเป้าหมาย เช่น อายุ เพศ สถานที่ตั้ง ค่านี้ช่วยให้ทราบข้อมูลเพิ่มเติมเพื่อปรับแก้และเปรียบเทียบผลของโฆษณาของธุรกิจ
11. Cost per Click (CPC) (ต้นทุนต่อคลิก) ช่วยวัดว่าต้องจ่ายเงินกี่บาทในแต่ละคลิกที่เกิดขึ้นบนโฆษณา ค่า CPC สามารถช่วยให้ธุรกิจปรับแก้กลยุทธ์การเสนอราคาและควบคุมต้นทุนโฆษณาได้
12. Cost per Action (CPA) (ต้นทุนต่อการกระทำ) ค่านี้บอกถึงต้นทุนที่ต้องจ่ายต่อการกระทำที่ต้องการจากผู้ใช้้ เช่น การซื้อสินค้าหรือการลงทะเบียน ค่า CPA ช่วยในการวัดประสิทธิภาพของโฆษณาในเรื่องของการเปลี่ยนแปลงข้อมูลหรือ Conversion
13. Return on Ad Spend (ROAS) (ผลตอบแทนทางการลงทุนในโฆษณา) คือ ค่าที่วัดผลตอบแทนทางการเงินต่อเงินที่ลงทุนในโฆษณา ค่า ROAS สูงแสดงถึงความสำเร็จของการลงทุนในโฆษณา
14. Video Metrics (ค่าวิดีโอ) หากโฆษณาเป็นเนื้อหาประเภทgดีโอ สามารถดูค่าตัวชี้วัดเกี่ยวกับวิดีโอ เช่น จำนวนการเล่น ระยะเวลาที่ผู้ใช้ดู และการตอบกลับจากผู้ชม ค่าเหล่านี้ช่วยในการวัดประสิทธิภาพของโฆษณาวิดีโอ
15. Ad Frequency (ความถี่ของโฆษณา) คือ จำนวนครั้งที่โฆษณาที่ปรากฏต่อผู้ใช้แต่ละคนในระยะเวลาที่กำหนด ค่านี้ช่วยในการวัดว่าโฆษณาปรากฏบ่อยเพียงพอหรือมากเกินไปสำหรับผู้ใช้้
16. Ad Placement (ตำแหน่งโฆษณา) ค่าตัวชี้วัดนี้ช่วยให้ธุรกิจเข้าใจว่าโฆษณาควรปรากฏในตำแหน่งใดบนแพลตฟอร์ม ซึ่งสามารถนำมาปรับกลยุทธ์การตลาด เพื่อให้โฆษณาปรากฏในตำแหน่งที่เหมาะสมที่สุด
การใช้ค่าตัวชี้วัดเหล่านี้ในการวัดประสิทธิภาพโฆษณาบนเฟซบุ๊ก จะช่วยให้ธุรกิจทราบถึงผลลัพธ์ของแคมเปญโฆษณา ช่วยแก้ไข ปรับปรุงกลยุทธ์การตลาด เพื่อให้ได้ผลลัพธ์ที่ดีที่สุดในการเชื่อมโยงกับกลุ่มเป้าหมายบนแพลตฟอร์มเฟซบุ๊ก
อนุศักดิ์ รัตนกนกกาญจน์
Meta ads manager. (2023). Ads Management for Facebook, Instagram | Meta for Business. Retrieved April, 2023, from https://www.facebook.com/business/tools/ads-manager
เนื้อหาก่อนหน้า การวัดประสิทธิภาพของโฆษณา
เนื้อหาถัดไป การปรับปรุงประสิทธิภาพโฆษณา
