เนื่องจากการตลาดเชิงเนื้อหาได้รับการยอมรับว่าเป็นกลยุทธ์การตลาดออนไลน์ที่มีประสิทธิภาพ ช่วยธุรกิจสร้างการรับรู้เกี่ยวกับตราสินค้าไปยังกลุ่มลูกค้าเป้าหมายได้ในวงกว้าง ธุรกิจสามารถสร้างเนื้อหาได้ง่ายจากเทคโนโลยีและเครื่องมือในปัจจุบัน แต่เนื้อหานั้นจะประสบความสำเร็จตรงกับเป้าหมายที่กำหนดไว้หรือไม่ อาจไม่ใช่เนื้อหาเพียงอย่างเดียว
แต่ยังรวมรวมถึงการทำให้เนื้อหาสามารถค้นพบได้โดยง่ายผ่านโปรแกรมค้นหา (Search Engine Optimization) เทคนิคที่นิยมใช้เพื่อให้เว็บไซต์ ลิงก์ ข้อมูลที่มีเนื้อหาอยู่ปรากฏรายการในหน้าผลลัพธ์การค้นหา เช่น การใช้คำหลัก (key word) หรือคำที่เกี่ยวข้องกับเนื้อหา ให้ปรากกฎในเนื้อหารูปแบบต่าง ๆ ทั้ง บทความ วิดีโอ เสียง ภาพ เหล่านี้จะช่วยเพิ่มประสิทธิภาพการเข้าถึงเนื้อหา อาร์นี เคนนีย์ (Kenny, 2021) ได้อธิบายการปรับปรุงประสิทธิภาพเนื้อหา โดยแบ่งตามรูปแบบของเนื้อหา ดังนี้
1. การเพิ่มประสิทธิภาพข้อความ (Optimizing text)
ข้อความมีความสำคัญกับการเพิ่มประสิทธิภาพกลไกการค้นหาของโปรแกรมค้นหา โดยเฉพาะอย่างยิ่งข้อความที่ปรากฏในหน้าแรกของเว็บไซต์ (Home page) หน้าเชื่อมโยงไปยังหน้าอื่น (Landing page) และหน้าอื่น ๆ ภายในเว็บไซต์ การเพิ่มประสิทธิภาพข้อความมีดังนี้
1.1 แท็กชื่อเรื่อง (Title Tag) เป็นองค์ประกอบที่สำคัญสุดของการเพิ่มประสิทธิภาพกลไกค้นหา แท็กชื่อเรื่อง ปรากฏอยู่ในรหัส HTML ซึ่งเป็นรหัสสำหรับเขียนเว็บไซต์ ในแท็กนี้ควรตั้งชื่อเว็บเพจสั้นกระชับสื่อข้อมูล เนื้อหาที่ปรากฏอยู่ในเพจนั้น
1.2 ความหนาแน่นของคำหลัก (Keyword density) เป็นการคิดค่าร้อยละของคำหลักที่ปรากฏในบทความผ่านช่องทางออนไลน์ เช่น โพสต์ในเฟซบุ๊ก เว็บไซต์ คำหลัก (Keyword) เป็นเครื่องมือสำคัญช่วยให้บทความติดอันดับการค้นหาในเสิร์ชเอนจิน จึงควรวัดร้อยละของคำหลักที่ใช้ในบทความ ซึ่งจำนวนคำหลักสำหรับการเพิ่มประสิทธิภาพกลไกการค้นหา (SEO) ควรมีค่าระหว่าง ร้อยละ 1 ถึง 3 โดยสามารถคำนวณความหนาแน่นของคำหลัก ได้จาก (จำนวนคำหลักที่ใช้ในบทความหรือข้อความ/จำนวนคำทั้งหมดในบทความหรือข้อความ) x100 ตัวอย่างเช่น หากคำหลักมีจำนวน 15 คำ ในบทความที่มี 1000 คำ ค่าร้อยละสามารถคำนวณได้ (15/1000)x100 เท่ากับ 1.5
1.3 หัวเรื่อง (heading) สิ่งสำคัญที่ช่วยให้ผู้รับเนื้อหาเข้าใจว่าบทความนั้นมีเนื้อหาเกี่ยวข้องกับเรื่องใด คือ หัวเรื่อง หัวเรื่องคือส่วนของบทความที่เน้นให้มองเห็นง่าย โดยใช้ สี ตัวหนา ตัวเอียง ให้เห็นได้ง่าย การใส่หัวเรื่องหากเป็นบทความเว็บไซต์สามารถใช้รหัส HTML โดยใส่แท็ก <H1></H1>ระหว่างข้อความหัวเรื่อง เช่น <H1>เคล็ดลับสูตรเด็ดสำหรับยิงแอด</H1> การใส่แท็ก H สามารถกำหนดขนาดโดย H1 H2 H3 ตามลำดับความหนาจากมากไปน้อย และหากใช้เครื่องมือสร้างเว็บไซต์ประเภท content management system หรือ CMS สามารถตั้งค่าขนาดข้อความได้ในเมนูสร้างเรื่อง (Post) และหน้า (Page) ซึ่งในผู้เขียนจะอธิบายการสร้างเว็บไซต์โดย CMS WordPress ในลำดับถัดไป
1.4 ข้อความตัวหนาและตัวเอียง (Bold and Italic) นอกจากหัวเรื่องแล้วตัวหนาและตัวเอียงมีความสำคัญสำหรับผู้รับเนื้อหา ซึ่งใช้สำหรับเน้นข้อความ ที่มีความสำคัญ แต่มีความสำคัญต่อ SEO น้อยกว่าหัวเรื่อง
2. การปรับปรุงประสิทธิภาพรูปภาพ (Optimizing Images)
การค้นหาโดยใช้คำหลักจะมีการแสดงผลภาพที่เกี่ยวข้องบนหน้าแสดงผลลัพธ์การค้นหาด้วย (Search Engine Result page: SERP) เนื่องจากเสิร์ชเอนจินจะแสดงผลรูปภาพในบทความที่มีคำค้นเกี่ยวข้อง ลำพังไฟล์ภาพเองไม่สามารถถูกค้นพบได้ ดังนั้นนักการตลาดควรใส่คำอธิบายรูปภาพเป็นข้อความ ตั้งชื่อไฟล์ด้วยชื่อที่เกี่ยวข้องกับบทความ และกำหนดขนาดไฟล์ภาพไม่ให้มีขนาดใหญ่จนเกินไป โดยมีรายละเอียดเพิ่มเติมดังนี้
2.1 แท็กรูปภาพ (Image Tags) เป็นเครื่องมือช่วยให้เสิร์ชเอนจินค้นพบภาพได้โดยง่าย การใส่คำอธิบายในบทความในรหัส HTML ใช้แท็ก ALT ระหว่างไฟล์ภาพ โดยใส่คำอธิบายเกี่ยวข้องกับบทความและภาพ ตัวอย่างเช่น บทความเกี่ยวกับการลงโฆษณาผ่านเฟซบุ๊ก ใส่แท็ก ALT ดังนี้ <title=“กำหนดวัตถุประสงค์โฆษณาเฟซบุ๊ก” alt=“วัตถุประสงค์เพิ่มการมีส่วนร่วม” Img src=“engagement.jpg” />
2.2 ชื่อไฟล์ (Filename) ถึงแม้ว่าการกำหนดแท็ก Alt ในรหัส HTML จะช่วยค้นพบภาพในเสิร์ชเอนจินได้ง่ายขึ้นแต่เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการค้นพบมากขึ้น ควรตั้งชื่อไฟล์เกี่ยวข้องกับคำหลัก หรือบทความนั้น ดังตัวอย่างในข้อ 2.1 ตั้งชื่อไฟล์ว่า engagement.jpg ซึ่งเกี่ยวข้องกับคำอธิบายรูปภาพ และเนื้อหาเกี่ยวกับการกำหนดวัตถุประสงค์โฆษณาของเฟซบุ๊ก
2.3 ขนาดไฟล์ (File Size) ผู้รับชมโดยส่วนใหญ่ต้องการชมเนื้อหาอย่างรวดเร็วหากไฟล์ภาพมีขนาดใหญ่จะใช้เวลาสำหรับโหลดไฟล์นานกว่าไฟล์ภาพที่มีขนาดเล็ก ซึ่งส่งผลต่อการเข้าชมการค้นหา โดยส่วนตัวผู้เขียนเองไม่ชอบเข้าเว็บไซต์ที่โหลดหน้าเพจช้าเช่นกัน ดังนั้นผู้สร้างเนื้อหาควรใช้ไฟล์ภาพขนาดเล็ก มีความละเอียดเพียงพอกับการมองเห็นของผู้รับเนื้อหา เลือกใช้ไฟล์ภาพชนิด JPEG และ PNG
การออกแบบกราฟิกสำหรับการตลาดด้วย Canva
3. การเพิ่มประสิทธิภาพวิดีโอ (Optimizing videos)
ปัจจุบันการสร้างเนื้อหาประเภทวิดีโอทำได้ง่าย ทั้งการถ่ายทำ การตัดต่อ การใส่ลูกเล่นต่าง ๆ เพียงผู้สร้างเนื้อหมีโทรศัพท์มือถือเครื่องเดียว การสร้างวิดีโอไม่จำเป็นต้องมีสคริปต์ หากแต่มีความสนุกสนาน มีประโยชน์และความน่าในใจ สำหรับธุรกิจเนื้อหาวิดีโอเป็นช่องทางที่เหมาะสมสำหรับสร้างแบรนด์และการรับรู้ ดังนั้นเราสามารถเพิ่มประสิทธิภพาพของวิดีโอให้ดีขึ้นได้ดังนี้
3.1 ชื่อวิดีโอ (Video Title) การตั้งชื่อวิดีโอควรมีคำหลักที่เกี่ยวข้องในชื่อด้วย เพื่อสร้างความสนใจให้แก่ผู้ชมเนื้อหา ชื่อที่น่าเบื่อจะส่งผลต่อการคลิกเข้ารับชม ผู้เขียนขอเปรียบเทียบ ชื่อของวิดีโอเพื่อให้ผู้อ่านเห็นภาพ เช่น “วิธีการทอดไข่เจียว” และ “ทอดไข่ให้ปัง ฟู น่าทานจนต้องร้องขอชีวิต” ซึ่งชื่อวิดีโอลำดับสุดท้ายได้รับความนิยมและได้รับการรับชมมากกว่า
3.2 คำอธิบายวิดีโอ (Video descriptions) ควรใส่คำอธิบายให้ละเอียดว่าเนื้อหาวิดีโอเกี่ยวข้องกับเรื่องอะไร ร่วมกับมีคำหลัก (keyboard) อยู่ภายในคำอธิบายเช่นเดียวกับบทความ และหากเป็นวิดีโอแนะนำสินค้าควรใส่ลิงก์เชื่อมโยงไปยังเว็บไซต์เพื่อให้รายละเอียดเพิ่มเติมหรือเว็บไซต์ตลาดกลางออนไลน์สำหรับให้ผู้ชมเนื้อหาสั่งซื้อสินค้าได้ทันทีที่ต้องการ
3.3 เพิ่มประสิทธิภาพวิดีโอบนเว็บไซต์ (On Site Optimization) การเพิ่มประสิทธิภาพวิดีโอบนเว็บไซต์คล้ายกับรูปภาพ เมื่อต้องการโพสต์วิดีโอลงในเว็บไซต์ สื่อสังคมออนไลน์และช่องทางออนไลน์อื่น ๆ ควรกำหนดคำอธิบาย ชื่อแท็กและชื่อเนื้อหาวิดีโอที่นำเสนอเพื่อให้เสิร์ชเอนจินเข้าใจและสามารถแสดงผลในหน้าผลลัพธ์เมื่อมีการค้นหาคำหลัก (Key Word) เทคนิคที่ผู้เขียนเพิ่มประสิทธิภาพการค้นหาวิดีโอบนเสิร์ชเอนจิน คือ นำไฟล์วิดีโอไปอัปโหลดบนเว็บไซต์ YouTube หรือ Vimeo แล้วจึงนำรหัส HTML ของวิดีโอไปฝังไว้ในเว็บไซต์ ซึ่งช่วยให้ผู้รับเนื้อหาชมวิดีโอผ่านเว็บไซต์ได้ทันที และเพิ่มจำนวนการเข้าชมเว็บไซต์ เป็นการทำงานร่วมกันของสองแพลตฟอร์ม นอกจากนี้ YouTube ยังมีเครื่องมือช่วยให้เสริร์จเอนจินค้นหาเนื้อหาโดยง่าย เช่น คำอธิบาย แท็ก ปุ่มแชร์ และการแสดงความคิดเห็นของผู้รับชม
การตัดต่อวิดีโอด้วยโปรแกรม Filmora
4. การเพิ่มประสิทธิภาพข่าว (Optimizing News)
ข่าวเป็นเนื้อหาที่ให้ข้อมูล ข่าวสาร กิจกรรมองค์กรและสินค้า แต่เนื่องจากข่าวออนไลน์มีการแข่งขันสูง การทำให้เนื้อหาข่าวติดอันดับค้นหาในลำดับแรกๆ นั้นเป็นไปได้ยาก นักการตลาดจึงควรใช้ความรอบคอบในการเลือกช่องทาง URL คำหลักและหัวข้อข่าว โดยมีรายละเอียดดังนี้
4.1 ข่าวกูเกิล (Google News) ควรนำเนื้อหาข่าวขององค์กรที่สร้างในเว็บไซต์ไปแสดงผลใน GoogleNews ซึ่งเป็นแพลตฟอร์มหนึ่งของกูเกิล ซึ่งรวมรวมข่าวสารต่าง ๆ ตามผู้ใช้งานอุปกรณ์หรือโทรศัพท์กำหนดรายการไว้ โดยการนำข่าวไปแสดงผลต้องสมัครสมาชิกและส่งเนื้อหาในเว็บไซต์ให้ทีมงานของกูเกิลตรวจสอบ หากผ่านตามเกณฑ์จะได้รับอนุญาตให้เนื้อหาข่าวแสดงผลใน Google News นอกจากนี้ Google News แสดงผลในระบบปฏิบัติการแอนดรอยด์ซึ่งปัจจุบันมีผู้นิยมใช้งานเป็นอันดับหนึ่งของโลก
4.2 ยูอาร์แอลคงที่ (Static URLs) URL หรือ Universal Resource Locator เป็นที่อยู่เว็บไซต์แบบสมบูรณ์ใช้สำหรับค้นหาเว็บไซต์แบบระบุตำแหน่งโดยใช้งานผ่านช่องที่อยู่บนเบราว์เซอร์ การใช้ URL แบบคงที่ช่วยให้การค้นหาผ่านโปรแกรมค้นหาค้นพบเนื้อหาได้ง่ายขึ้น เนื่องจากลิงก์หรือตำแหน่งที่อยู่ไม่มีการเปลี่ยนแปลง
4.3 คำหลัก (Key Word) คือ คำสั้นๆ ที่เกี่ยวข้องกับเนื้อหาข่าว หากนำคำหลักเหล่านั้น มาแสดงผลบนเว็บไซต์โดยแบ่งส่วนคำหลักกับเนื้อหาข่าว และนำคำหลักจากคำอธิบายรูปภาพและวิดีโอที่เกี่ยวข้องกับเนื้อหาข่าวมาแสดงผลร่วมกัน จะช่วยเพิ่มประสิทธิภาพกลไกการค้นหาโดยเสิร์ชเอนจิน
4.4 หัวข้อข่าว (Headline) เนื้อหาข่าวควรตั้งชื่อหัวข้อให้มีความน่าสนใจ กระตุ้นให้ผู้รับเนื้อหาต้องการอ่าน โดยให้รายละเอียดเกี่ยวกับเนื้อหาบางส่วนในหัวข้อ และระบุใน รหัส HTML ส่วนของแท็ก META ซึ่งเป็นส่วนแสดงรายละเอียดเนื้อหาเพจ และให้รายละเอียดแก่เสิร์ชเอนจิน ตัวอย่างเช่น
<meta name=”เทคนิคการขาย” content=7 เทคนิคการขายให้ประสบความสำเร็จ “>
โดยรวมแล้วการเพิ่มประสิทธิภาพเนื้อหา เป็นส่วนสำคัญของการพัฒนาเนื้อหาและการตลาดออนไลน์ หาผู้สร้างเนื้อหาสามารถผลิตเนื้อหาได้ตรงกับความต้องการของกลุ่มลูกค้าเป้าหมายหรือผู้รับเนื้อหา น่าสนใจ ประกอบด้วยภาพ วิดีโอที่ดึงดูดสายตา จะเพิ่มประสิทธิภาพแก่เนื้อหา เพิ่มการเข้าถึงและลำดับการแสดงผลในหน้าผลลัพธ์การค้นหา
อนุศักดิ์ รัตนกนกกาญจน์
Kenny, A. (2021). A guide to Content Optimization for 4key Content types. Retrieved April 13, 2021. Form https://contentmarketinginstitute.com/2013/09/guide-content-optimization-key-content-types/
